Export
- Export APA
- Export BibTeX
- Export Ris
Publication: การประเมินประสิทธิภาพการดูดใช้ฟอสฟอรัสในข้าวพันธุ์ต่างๆ
0
0
Issued Date
Resource Type
Language
tha
File Type
application/pdf
Access Rights
Open Access
Rights
Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0)
Rights Holder(s)
Maejo University
Suggested Citation
Preeyaporn Sangruan, ปรียาภรณ์ แสงเรือน (2562). การประเมินประสิทธิภาพการดูดใช้ฟอสฟอรัสในข้าวพันธุ์ต่างๆ, Evaluation Of Phosphorus Uptake Efficiency In Different Rice Varieties. สืบค้นจาก: https://hdl.handle.net/20.500.14839/499
Research Projects
Organizational Units
Journal Issue
Author(s)
Creator(s)
Advisor(s)
Other Contributor(s)
Abstract
Phosphorus (P) is an essential nutrient required for plant structure and growth. Especially in rice, P plays an important characteristic roles for root increasing, root length and root branching. However, P is often fixed by soil particles becomes unavailable forms for plant use. In acidic soil, P is fixed by Al and Fe, while in alkaline soil, it is fixed by Ca. Furthermore, the problem can always be observed in high planting areas which effect a decreasing in plant growth and yield loss. The objectives of this study were to select P uptake efficiency varieties of rice in P available and unavailable P condition and to investigate growth and yield of rice in different phosphorus fertilization conditions. One hundred forty seven rice varieties from different original ecotype systems were planted in available (KH2PO4 : K-P) and unavailable (Ca3O8P2 : Ca-P) forms of P. The result showed the different response between rice varieties for K-P and Ca-P. Almost all varieties grown in K-P solution had higher tiller number per plant, shoot length and shoot dry weight than grown in the Ca-P solution. In contrast, the decrease in root number and longer root length was shown in the Ca-P solution. After that, the twenty-two varieties were selected by using correlation coefficient analysis. The selected varieties were brought to plant in four kinds of available and unavailable of P (Ca3O8P2 : Ca-P, AlO4P : Al-P, FeO4P : Fe-P). The result showed that rices grown in Ca-P form of P had similar growth pattern to rice grown in K-P form. This indicating that characteristic of quantity of available P being released were increasing root number and root dry weight. On the other hand, rice grown in Al-P and Fe-P forms of P displayed an increase in root length compared to rice grown under available P form, which indicated that most P was still in fixed form resulting in low level of available P. This study suggested that P that was fixed by Ca could be released more easily than that of P that was fixed by Al or Fe, which implied that rice grown in alkaline soil might exhibit milder P deficiency symptoms than rice grown under acidic soil. Then, the 4 rice varieties were selected to plant in the green house condition. It was found that, rice growth at both vegetative and reproductive stages was affected by P availability, in that increasing P availability resulted in increasing growth. In addition, each rice cultivar processed different growth potential regardless of P levels. Among the tested varieties, Beukorpae gave the highest yield at the low P which can be suggested as a suitable for cultivation in low P areas.
ฟอสฟอรัส (P) เป็นธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืชโดยเฉพาะในข้าว ฟอสฟอรัสช่วยเพิ่มความยาวรากและช่วยให้รากแตกแขนงได้ดี แต่อย่างไรก็ตามฟอสฟอรัสมักถูกตรึงและอยู่ในรูปที่พืชไม่สามารถดูดใช้ได้ โดยในดินกรดฟอสฟอรัสมักถูกตรึงด้วย Al และ Fe ในขณะที่ดินด่างฟอสฟอรัสถูกตรึงไว้ด้วย Ca ซึ่งพื้นที่สูงมักประสบปัญหาด้านฟอสฟอรัสต่ำ ส่งผลให้การเจริญเติบโตและผลผลิตข้าวลดลง การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพการดูดใช้ฟอสฟอรัสในข้าวพันธุ์ต่างๆ ในรูปแบบที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ และเพื่อทดสอบผลผลิตและการตอบสนองของข้าวต่อระดับของปุ๋ยฟอสฟอรัสในแปลงข้าว โดยปลูกคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวไทย 147 สายพันธุ์ ที่มาจากระบบนิเวศการปลูกที่แตกต่างกันในสารละลายธาตุอาหารที่มีฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ (KH2PO4 : K-P) และไม่เป็นประโยชน์ (Ca3O8P2 : Ca-P) จากการศึกษาพบว่า ข้าวแต่ละสายพันธุ์เจริญเติบโตในสารละลายที่มี K-P และ Ca-P ได้แตกต่างกัน พันธุ์ที่เจริญเติบโตในสารละลายที่มี K-P มีจำนวนต้นต่อกอและความสูงที่มากกว่าข้าวที่ปลูกในสารละลาย Ca-P ซึ่งทั้งสองลักษณะเป็นผลให้น้ำหนักแห้งต้นของของข้าวที่ปลูกในสารละลาย K-P มากกว่าข้าวที่ปลูกในสารละลาย Ca-P เช่นเดียวกัน แต่ลักษณะของความยาวราก มีผลตรงกันข้ามกัน คือ พันธุ์ข้าวที่ปลูกในสารละลาย Ca-P มีจำนวนรากลดลงและมีความยาวรากเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะที่ตอบสนองต่อสภาพฟอสฟอรัสต่ำ หลังจากนั้นคัดเลือกพันธุ์ข้าวให้เหลือ 22 สายพันธุ์ ด้วยวิธีการวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ซึ่งปลูกในสารละลายธาตุอาหารโดยอยู่ในรูปของฟอสฟอรัสรูปที่เป็นประโยชน์ KH2PO4 : K-P และฟอสฟอรัสรูปที่ไม่เป็นประโยชน์ Ca3O8P2 : Ca-P, AlO4P : Al-P, FeO4P : Fe-P จากการศึกษาพบว่า ข้าวที่ปลูกในฟอสฟอรัสที่อยู่ในรูป Ca-P มีการเจริญเติบโตใกล้เคียงกับข้าวที่ปลูกใน K-P บ่งชี้ถึงปริมาณฟอสฟอรัสที่ปลดปล่อยออกมาอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ คือ จำนวนรากและน้ำหนักแห้งรากที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ข้าวที่ปลูกในฟอสฟอรัสรูป Al-P และ Fe-P มีความยาวรากเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับต้นที่ปลูกในฟอสฟอรัสรูปที่เป็นประโยชน์ บ่งชี้ถึงฟอสฟอรัสที่ยังถูกตรึงไว้สูง ทำให้ฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์มีปริมาณต่ำ โดยเห็นได้ว่าฟอสฟอรัสที่ตรึงอยู่กับ Ca ปลดปล่อยออกมาได้มากกว่าการตรึงอยู่กับ Al หรือ Fe ดังนั้นข้าวที่ปลูกในดินด่างอาจแสดงอาการขาดฟอสฟอรัสน้อยกว่าดินกรด หลังจากนั้นคัดเลือกพันธุ์ข้าวให้เหลือ 4 สายพันธุ์ โดยปลูกในสภาพไร่ภายใต้โรงเรือน จากการศึกษาพบว่า การเจริญเติบโตของข้าวทั้งในระยะ vegetative และ reproductive ได้รับอิทธิพลจากปริมาณฟอสฟอรัส โดยการเพิ่มระดับปุ๋ยฟอสฟอรัส ส่งผลให้ข้าวเจริญเติบโตสูงขึ้น นอกจากนี้ข้าวแต่ละพันธุ์มีศักยภาพในการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันในแต่ละระดับฟอสฟอรัส โดยพันธุ์บือขอแผ่ให้ผลผลิตสูงแม้ว่าจะปลูกในสภาพฟอสฟอรัสต่ำ ซึ่งอาจเป็นพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับปลูกในพื้นที่ที่มีฟอสฟอรัสต่ำต่อไป
ฟอสฟอรัส (P) เป็นธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืชโดยเฉพาะในข้าว ฟอสฟอรัสช่วยเพิ่มความยาวรากและช่วยให้รากแตกแขนงได้ดี แต่อย่างไรก็ตามฟอสฟอรัสมักถูกตรึงและอยู่ในรูปที่พืชไม่สามารถดูดใช้ได้ โดยในดินกรดฟอสฟอรัสมักถูกตรึงด้วย Al และ Fe ในขณะที่ดินด่างฟอสฟอรัสถูกตรึงไว้ด้วย Ca ซึ่งพื้นที่สูงมักประสบปัญหาด้านฟอสฟอรัสต่ำ ส่งผลให้การเจริญเติบโตและผลผลิตข้าวลดลง การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพการดูดใช้ฟอสฟอรัสในข้าวพันธุ์ต่างๆ ในรูปแบบที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ และเพื่อทดสอบผลผลิตและการตอบสนองของข้าวต่อระดับของปุ๋ยฟอสฟอรัสในแปลงข้าว โดยปลูกคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวไทย 147 สายพันธุ์ ที่มาจากระบบนิเวศการปลูกที่แตกต่างกันในสารละลายธาตุอาหารที่มีฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ (KH2PO4 : K-P) และไม่เป็นประโยชน์ (Ca3O8P2 : Ca-P) จากการศึกษาพบว่า ข้าวแต่ละสายพันธุ์เจริญเติบโตในสารละลายที่มี K-P และ Ca-P ได้แตกต่างกัน พันธุ์ที่เจริญเติบโตในสารละลายที่มี K-P มีจำนวนต้นต่อกอและความสูงที่มากกว่าข้าวที่ปลูกในสารละลาย Ca-P ซึ่งทั้งสองลักษณะเป็นผลให้น้ำหนักแห้งต้นของของข้าวที่ปลูกในสารละลาย K-P มากกว่าข้าวที่ปลูกในสารละลาย Ca-P เช่นเดียวกัน แต่ลักษณะของความยาวราก มีผลตรงกันข้ามกัน คือ พันธุ์ข้าวที่ปลูกในสารละลาย Ca-P มีจำนวนรากลดลงและมีความยาวรากเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะที่ตอบสนองต่อสภาพฟอสฟอรัสต่ำ หลังจากนั้นคัดเลือกพันธุ์ข้าวให้เหลือ 22 สายพันธุ์ ด้วยวิธีการวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ซึ่งปลูกในสารละลายธาตุอาหารโดยอยู่ในรูปของฟอสฟอรัสรูปที่เป็นประโยชน์ KH2PO4 : K-P และฟอสฟอรัสรูปที่ไม่เป็นประโยชน์ Ca3O8P2 : Ca-P, AlO4P : Al-P, FeO4P : Fe-P จากการศึกษาพบว่า ข้าวที่ปลูกในฟอสฟอรัสที่อยู่ในรูป Ca-P มีการเจริญเติบโตใกล้เคียงกับข้าวที่ปลูกใน K-P บ่งชี้ถึงปริมาณฟอสฟอรัสที่ปลดปล่อยออกมาอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ คือ จำนวนรากและน้ำหนักแห้งรากที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ข้าวที่ปลูกในฟอสฟอรัสรูป Al-P และ Fe-P มีความยาวรากเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับต้นที่ปลูกในฟอสฟอรัสรูปที่เป็นประโยชน์ บ่งชี้ถึงฟอสฟอรัสที่ยังถูกตรึงไว้สูง ทำให้ฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์มีปริมาณต่ำ โดยเห็นได้ว่าฟอสฟอรัสที่ตรึงอยู่กับ Ca ปลดปล่อยออกมาได้มากกว่าการตรึงอยู่กับ Al หรือ Fe ดังนั้นข้าวที่ปลูกในดินด่างอาจแสดงอาการขาดฟอสฟอรัสน้อยกว่าดินกรด หลังจากนั้นคัดเลือกพันธุ์ข้าวให้เหลือ 4 สายพันธุ์ โดยปลูกในสภาพไร่ภายใต้โรงเรือน จากการศึกษาพบว่า การเจริญเติบโตของข้าวทั้งในระยะ vegetative และ reproductive ได้รับอิทธิพลจากปริมาณฟอสฟอรัส โดยการเพิ่มระดับปุ๋ยฟอสฟอรัส ส่งผลให้ข้าวเจริญเติบโตสูงขึ้น นอกจากนี้ข้าวแต่ละพันธุ์มีศักยภาพในการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันในแต่ละระดับฟอสฟอรัส โดยพันธุ์บือขอแผ่ให้ผลผลิตสูงแม้ว่าจะปลูกในสภาพฟอสฟอรัสต่ำ ซึ่งอาจเป็นพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับปลูกในพื้นที่ที่มีฟอสฟอรัสต่ำต่อไป
Description
Master of Science (Master of Science (Agronomy ))
วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (พืชไร่))
วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (พืชไร่))
Degree Name
Master of Science
วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต
วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต
Degree Discipline
Agronomy
พืชไร่
พืชไร่
Degree Grantor(s)
มหาวิทยาลัยแม่โจ้
